10 เมษายน 2562 ถก‘ลาว-พม่า’ ร่วมมือเร่งดับไฟป่า แม่สายฝุ่นยังแดงโร่

ที่มา: https://www.naewna.com/local/407075

นายกฯเผยฝุ่นหมอกควันไฟป่าภาคเหนือดีขึ้น ขอบคุณประชาชนร่วมมือแก้ปัญหา ส่งหนังสือประสานความร่วมมือลาว-เมียนมา ช่วยลดเผาถาวร เป็นห่วงเจ้าหน้าที่ขณะเข้าปฎิบัติหน้าที่พื้นที่อันตราย ด้านคพ.เผย PM 2.5 เหลือวิกฤติสีแดงที่แม่สาย เชียงราย ด้านจุดความร้อนลดฮวบ แต่ยังเฝ้าระวังถึงสิ้นเดือนเม.ย. อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ฝุ่นหมอกควันภาคเหนือว่า ค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือPM 2.5 ส่วนใหญ่ลดลง เมื่อเปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันเมื่อวันที่ 8 เมษายน คุณภาพอากาศมีค่าอยู่ในเกณฑ์คุณภาพอากาศปานกลาง- มีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยมีพื้นที่สีแดง 1 พื้นที่หมายถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ และพื้นที่สีส้ม 12 พื้นที่หมายถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ สีเหลือง 4 พื้นที่หมายถึงคุณภาพอากาศปานกลางค่า โดยPM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่าระหว่าง 43-106 มคก./ลบ.ม. (มาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม โดยวัดค่าฝุ่น PM 2.5 ดังนี้ ตำบลเวียง อ.เมือง เชียงราย 60 มคก./ลบ.ม. ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย เชียงราย 106 มคก./ลบ.ม. เป็นพื้นที่เดียวที่ปริมาณฝุ่นเกินมาตรกฐานระดับสีแดง ต.ช้างเผือก อ.เมือง เชียงใหม่ 69 มคก./ลบ.ม. ต. ศรีภูมิ อ.เมือง เชียงใหม่ 63 มคก./ลบ.ม. ต.สุเทพ อ.เมือง เชียงใหม่ 48 มคก./ลบ.ม. ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม เชียงใหม่ 68 มคก./ลบ.ม.ต.พระบาท อ.เมือง ลำปาง 61 มคก./ลบ.ม.ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ ลำปาง 53 มคก./ลบ.ม.ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ ลำปาง 55 มคก./ลบ.ม.ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ 56 มคก./ลบ.ม. บ้านกลาง อ.เมือง ลำพูน 69 มคก./ลบ.ม.ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน 76 มคก./ลบ.ม.ต.ในเวียง อ.เมือง น่าน 43 มคก./ลบ.ม.ต.ห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน 85 มคก./ลบ.ม. ต.นาจักร อ.เมือง แพร่ 47 มคก./ลบ.ม. ต.บ้านต๋อม อ.เมือง พะเยา 73 มคก./ลบ.ม. ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก 49 มคก./ลบ.ม. ส่วนภาคอีสาน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 54 มคก./ลบ.ม. ทั้งนี้ คพ. ยังขอความร่วมมือประชาชนงดเผาในที่โล่ง เพื่อลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ต่อเนื่อง

ที่กองกำลังผาเมือง แม่ทัพน้อยที่ 3 กล่าวระหว่างประชุมร่วมทุกฝ่ายในการติดตามคืบหน้าแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันภาคเหนือว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน (ศอ.ปกป.) ระดับภาคส่วนหน้า สรุปผลปฏิบัติงานตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 2-9 เมษายน พบว่าสถานการณ์จุดความร้อนลดลงตามลำดับกว่าร้อยละ 91 แก้ปัญหาได้ในระดับที่น่าพอใจ ที่ผ่านมามีการจัดกำลังเข้าปฏิบัติงานใน 9 จังหวัดภาคเหนือ 5,791 นาย เป็นกำลังทหาร 1,716 นาย เจ้าหน้าที่ป่าไม้ 1,045 นาย ตำรวจ 476 นาย เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง 1,505 นาย และจิตอาสา 1,049 นาย มีการใช้อากาศยานสนับสนุนการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ประกอบด้วยอากาศยานกองทัพบก mi 17 จำนวน 4 เครื่อง , ฮท.212 จำนวน 1 เครื่อง (กองกำลังผาเมือง) โดยสามารถบินดับไฟ 72 เที่ยว ปริมาณน้ำ 166,800 ลิตร มีพื้นที่ดับไฟ 260 ไร่ และอากาศยานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ 3 เครื่อง ใช้อากาศยานดับไฟใน 3 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน 53 เที่ยว ปริมาณน้ำ 26,500 ลิตร ลำปาง 62 เที่ยว ปริมาณน้ำ 32,000 ลิตร และเชียงราย 50 เที่ยว ปริมาณน้ำ 25,000 ลิตร นอกจากนี้ ทางศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ระดับภาคส่วนหน้าได้รับเครื่องเป่าลมจากกองทัพบก 30 เครื่อง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน คือ ต้องจัดทำแผนควบคุมไฟป่าและหมอกควันร่วมกันอย่างบูรณาการ โดยยังคงให้จังหวัดเป็นหน่วยหลัก จนถึงวันที่ 30 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์หลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการแก้ปัญหาฝุ่นหมอกควันไฟป่าภาคเหนือว่า ตนได้รับรายงานทุกวันสถานการณ์ดีขึ้น ซึ่งสถานการณ์ขึ้นลงตามสถานการณ์นอกประเทศด้วย ฉะนั้นวันนี้ตนทำหนังสือถึงประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาว เมียนมา ให้ร่วมแก้ปัญหาตรงนี้ ทหารกับทหารก็ติดต่อกัน ระดับพื้นที่ก็ติดต่อกัน อย่างวันนี้มีการหารือกับเจ้าหน้าที่เมียนมา และมอบอุปกรณ์ทำงานร่วมกัน เพราะการแก้ปัญหาจะทำประเทศเดียวไม่ได้ สิ่งสำคัญคือ ขอบคุณประชาชนทุกจังหวัดที่ช่วยกัน และรับมาตรการที่ตนสั่งการไปดำเนินการอย่างดีที่สุด และขอให้ระวังเรื่องความปลอดภัยให้มากที่สุด บางพื้นที่ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกองทัพบก นำเจ้าหน้าที่ลงไปจุดเกิดไฟไหม้ และนำน้ำเข้าไปดับ ทั้งนี้ ตนแนะนำไปว่าพื้นที่ไฟไหม้รุนแรง เจ้าหน้าที่เข้าไปไม่ได้ เพราะอันตราย ให้ใช้วิธีสร้างแนวกันไฟแทน และขอบคุณหลายหมู่บ้านที่ตั้งอาสาสมัครมาช่วย ส่วนคนที่จุดไฟต้องถูกดำเนินคดีอยู่แล้ว แต่บางครั้งจ้าหน้าที่จุดตามหลักวิชาการคือ จุดดักหน้าไม่ให้ลามเข้าหมู่บ้าน ต้องแยกแยะให้ออก เจ้าหน้าที่สอบสวนได้ไม่ต้องกังวล เท่าที่ทราบแนวโน้มดีขึ้น อย่างปฏิบัติฝนหลวงบินขึ้นทำทุกวันถ้าความชื้นเหมาะสม นอกจากนี้ ยังกำชับให้ดูแลเรื่องการเข้าไปรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ ที่ไม่ถูกต้องที่บุกรุก ได้ขอความร่วมบริษัทไปแล้ว ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่กล้าแตะ สั่งไปแล้ว อนาคตต้องเดินหน้าไปสู่สินค้าจีไอ ต้องตรวจสอบเป็นสินค้ามาจากพื้นที่ไหน ผิดหรือถูกกฎหมาย